Get Adobe Flash player

ข่าวเเละความเคลื่อนไหว

วัดพระนารายณ์มหาราช วรวิหาร

วัดพระนารายณ์มหาราช วรวิหาร 

       วัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร  ตั้งอยู่เลขที่ ๔๑๗  ถนนจอมพล  ตำบลในเมือง  อำเภอเมืองนครราชสีมา  จังหวัดนครราชสีมา  สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย  ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่  ๒๘  ไร่  ๗๖  ตารางวา อาณาเขต  ทิศเหนือจดถนนอัษฎางค์  ทิศใต้จอมถนนจอมพล  ทิศตะวันออกจดที่ดินเอกชน  ทิศตะวันตกจดถนนประจักษ์  สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นผู้ทรงสร้างตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงสร้างเมืองนครราชสีมาเสร็จแล้ว  ได้ทรงสั่งบูรณะวัดที่อยู่ในกำแพงเมืองนครราชสีมา  ทั้ง ๖ วัด คือ วัดกลาง (วัดพระนารายณ์มหาราช) วัดบูรพ์ วัดสระแก้ว วัดบึง วัดพายัพ และวัดอิสาน ข้อสันนิษฐานรอบหลังจะมีเค้าความจริงอยู่บ้างก็เฉพาะวัดพระนารายณ์มหาราช  ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๑๙๙  เป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางเมือง  จึงมีชื่อว่า  วัดกลาง  ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม  พ.ศ. ๒๒๐๔  เขตวิสุงคามสีมา  กว้าง  ๕๘  เมตร  ยาว  ๕๘  เมตร  ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๗๘  ได้รับพระราชทานยกขึ้นเป็นพระอารามหลวง  มีนามเต็มว่า  วัดกลางนครวรวิหาร  โดยมีพระเริง ปัจจามิตร  และพระยากำธร พายัพทิศ  ข้าหลวงประจำจังหวัดนครราชสีมา  เป็นผู้ขอพระราชทาน  ยกวัดเป็น     พระอารามหลวง  ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๙๑  วัดได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า  วัดพระนารายณ์มหาราช

       วัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร  จัดเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือ ในสมัยก่อนมีพิธีอย่างหนึ่งคือ พิธีที่ข้าราชการทุกแผนก จะต้องสาบานตนว่าตนจะต้องรับราชการสนอง พระเดชพระคุณด้วยความจงรักภักดี ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต พิธีนี้เรียกว่า พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ทางราชการได้ใช้วัดพระนารายณ์มหาราช เป็นสถานที่ในการประกอบพิธี รวมทั้งให้เป็นสถานที่ทำพิธีสวด   เสกน้ำพระพุทธมนต์ถวายในงานพระราชพิธีเสวยราชสมบัติ วัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร เคยเป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์บรรจุอัฐิของท่านท้าวสุรนารี ตรงมุมทิศพายัพของวัด ต่อมา พ.ศ. ๒๔๗๗ จึงได้ย้ายออกจากวัดไปประดิษฐานที่ประตูชุมพล จนทุกวันนี้

       ในปัจจุบันวัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร  ยังมีศิลปวัตถุ  พร้อมทั้งแบบสถาปัตยกรรมของสมัยกรุงศรีอยุธยา และปูชนียสถานภายในวัด ประกอบด้วย พระอุโบสถที่ตั้งอยู่เกาะกลางสระบัวทิศตะวันออกของวัด พระวิหารหลวง และเทวรูปพระนารายณ์สี่กร จำหลักด้วยหินทรายฝีมือขอมโบราณ อันเป็นสัญลักษณ์แสดงพระนามผู้สร้างวัด

เจ้าอาวาสวัด

(๑)     พระคง

(๒)     พระครูสีหราช (ฉิม)

(๓)     พระครูสีหราชสมาจารมุณี (นวน) พ.ศ. ๒๔๔๖ – ๒๔๘๓

(๔)     พระครูธรรมวิจารณ์มุณี  พ.ศ. ๒๔๘๓ – ๒๔๘๘

(๕)     พระมหานาค ยโสธโร  พ.ศ. ๒๔๘๙ – ๒๔๙๑

(๖)     พระพรหมคุณาภรณ์  พ.ศ. ๒๔๙๒ – ๒๕๓๔

(๗)     พระเทพสีมาภรณ์  (พระธรรมวรนายก)  พ.ศ. ๒๕๓๖ – ปัจจุบัน

การศึกษา  มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-แผนกบาลี  เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ , ๒๔๗๑  โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ  เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓  และศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์  เปิดสอน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑

 

ที่มา: หนังสือประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๑๗

ข้อมูล: ปณิตา ฝากเซียงซา / วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙

 

วัดสุทธจินดา วรวิหาร (ธ)

วัดสุทธจินดาวรวิหาร

        วัดสุทธจินดาวรวิหาร  ตั้งอยู่เลขที่ ๗๗๔  ถนนราชดำเนิน  ตำบลในเมือง  อำเภอเมืองนครราชสีมา  จังหวัดนครราชสีมา   สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต  ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่  ๒๒  ไร่  ๔๑  ตารางวา  ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗  วัดสุทธจินดา เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดวรวิหาร  เป็นการสร้างโดยการรวมวัดสองวัดเข้าด้วยกัน  คือวัดสมบูรณ์จิ๋ว และวัดบรมจินดา  อีกทั้งวัดทั้งสอง อยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรม  ข้าราชการ  พ่อค้า  ประชาชน  มีความเห็นร่วมกันว่าควรรวมวัดทั้งสองเข้าด้วยกันแล้วบูรณะพัฒนาให้สวยงาม  เพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีของมณฑลนครราชสีมา  จึงขอประทานพระอนุมัติจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘  ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐  เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร  ยาว ๘๐  เมตร 

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญในวัด

พระพุทธรูปสำคัญ (๑) สมเด็จพระเจ้าองค์ดำวัดสุทธจินดา (๒) พระพุทธสีหนาท พระประธาน ในพระอุโบสถ  (๓)  พระพุทธรูปปางคันธารราษฏร์ หรือ ปางขอฝน  (๔) พระแก้วหยดน้ำค้าง

ศิลปวัตถุ  (๑)  ตู้ลายรดน้ำภาพเทพชุมนุม  (๒) ตู้เท้าสิงห์ลายสลักดอกพุดตาน  (๓) เครื่องไทยธรรมประดับมุก  (๔)  หีบร่วมยาหนังจระเข้  (๕)  เครื่องถ้วยชาม โถเบญจรงค์

เจ้าอาวาสวัด

(๑) พระธรรมปาโมกข์ (อ้วน ติสฺโส  แสนทวีสุข ป.ธ.๕) พ.ศ. ๒๔๗๐ – ๒๔๗๕

(๒) พระโพธิวงศาจารย์ (สังข์ทอง นาควโร  พันธ์เพ็ง ป.ธ.๕) พ.ศ. ๒๔๗๕ – ๒๔๙๘

(๓) พระอริยเวที (เขียน ฐิตสีโล ภูสาหัส ป.ธ.๙) พ.ศ. ๒๔๘๙ – ๒๕๐๐

(๔) พระเทพสุธาจารย์ (โชติ คุณสมฺปนฺโน  เมืองไทย ป.ธ. ๕) พ.ศ. ๒๕๐๐ – ๒๕๐๕

(๕) พระธรรมบัณฑิต ( ญาณ ญาณชาโล  ดาโรจน์) พ.ศ. ๒๕๐๕ – ๒๕๑๙

(๖) พระธรรมโสภณ (โกศล  สิรินฺธโร  โพธิ์งาม)  พ.ศ. ๒๕๑๙ – ปัจจุบัน

การศึกษา  มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ และศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์  เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑  นอกจากนี้  มีโรงเรียน วัดสุทธจินดา  เป็นโรงเรียนเอกชนการกุศลในพระพุทธศาสนา  สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน  กระทรวง ศึกษาธิการประเภทสามัญ  จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล ถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ก่อนก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗

 

ที่มา: หนังสือประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่มที่ ๑๗

ข้อมูล: ปณิตา ฝากเซียงซา / วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙

วัดบึง (พระอารามหลวง)

วัดบึง (พระอารามหลวง)

        วัดบึง (พระอารามหลวง) ตั้งอยู่เลขที่ ๘๒  ถนนจอมพล  ตำบลในเมือง  อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา  สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย  เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ  ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่  ๑๖  ไร่  ๖๘  ตารางวา  อาณาเขต  ทิศเหนือจดถนนจอมพล  ทิศใต้จดถนนจอมสุรางค์ยาตร์              ทิศตะวันออกจดถนนวัชรสฤษดิ์  ทิศตะวันตกจดซอยสามิตร  สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๒๐ ในสมัยกรุง     ศรีอยุธยา  โดยเป็นวัดที่สร้างพร้อมๆ กับการสร้างเมืองนครราชสีมา  โดยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โปรดฯ ให้โดยพระยายมราช หรือ สังข์ เป็นผู้สร้างโดยมีช่างชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ช่วยออกแบบผังเมือง       เมื่อสร้างผังเมืองเสร็จ  จึงโปรดฯ ให้ประชาชน และคฤหบดีและขุนนาง  สร้างวัด ๖ วัด คือ วัดพระนารายณ์มหาราช (วัดกลาง)  วัดบูรพ์  วัดอิสาน  วัดพายัพ  วัดบึง  และวัดสระแก้ว  วัดบึง  ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา  เมื่อวันที่  ๑๐  มิถุนายน  พ.ศ. ๒๒๓๐ 

วัดบึง  มีหลักฐานทางโบราณคดี  ทั้งทางด้านศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม คือ พระอุโบสถ พระพุทธรูปประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย (หลวงพ่อโตอู่ทอง) ขนาดหน้าตัก กว้าง 6 ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิราบพระหัตถ์แสดงปางมารวิชัย พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยม ลงรักปิดทอง เป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ใบเสมา  และวัตถุโบราณอีกมาก  เหตุที่วัดชื่อบึงเนื่องจากวัดตั้งอยู่กลางบึง  วัดบึงมีสมญานามว่า วัดบึงขุนนาง  

มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ

(๑)     พระวินัยธรนิล  พ.ศ. ๒๓๒๐ – ๒๓๕๐

(๒)     พระวินัยธรมี  พ.ศ. ๒๓๕๐ – ๒๔๐๐

(๓)     พระวินัยธรฉิม  พ.ศ. ๒๔๐๐ – ๒๔๔๕

(๔)     พระปุ๊ก  พ.ศ. ๒๔๔๕ – ๒๔๖๕

(๕)     พระวินัยธรหว่าง  พ.ศ. ๒๔๖๕ – ๒๔๘๒

(๖)     พระมงคลสีหราชมุนี  พ.ศ. ๒๔๘๒ – ๒๕๐๙

(๗)     พระปทุมญาณมุนี  พ.ศ. ๒๕๑๐ – ๒๕๓๔

(๘)     พระกิตติรามมุนี (พระเทพสีมาภรณ์) พ.ศ. ๒๕๓๔ – ๒๕๕๔

(๙)     พระเมธีรัตโนดม (พระราชสีมาภรณ์) พ.ศ. ๒๕๕๔ – ปัจจุบัน

การศึกษา  มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ  เปิดสอน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐ และศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์  เปิดสอนเมื่อ  พ.ศ. ๒๕๓๔

ที่มา: หนังสือประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร

ข้อมูล: ปณิตา ฝากเซียงซา /วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙

 

 

วัดพายัพ (พระอารามหลวง)

 

วัดพายัพ (พระอารามหลวง)

       วัดพายัพ  (พระอารามหลวง) ตั้งอยู่เลขที่  ๓๐๘  ถนนชุมพล-พลแสน  ตำบลในเมือง  อำเภอเมืองนครราชสีมา  จังหวัดนครราชสีมา  สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย  ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่  ๑๕  ไร่  ๖๙  ตารางวา  อาณาเขต  ทิศเหนือจดถนนพลแสน  ทิศใต้จดที่ดินเอกชน-ถนนยมราช  ทิศตะวันออกจดที่ดินราชพัสดุ-ถนนจักรี  ทิศตะวันตกจดถนนชุมพล-อนุสรณ์สถาน  วัดพายัพ (พระอารามหลวง) เป็นวัดเก่าแก่  ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๒๐๐  ไม่สามารถค้นหาประวัติได้ว่าใครเป็นผู้สร้าง วัดพายัพได้จดทะเบียนเป็นวัดในพุทธศาสนาตามระเบียบกรมการศาสนา พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ วันที่  ๑๐  มีนาคม  พ.ศ. ๒๒๕๐ 

สิ่งที่น่าสนใจ

(๑) อุโบสถ สถาปัตยกรรมประยุกต์ศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นปริศนาธรรม และอนุสรณ์แด่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชผู้ทรงสถาปนาสร้างเมืองนครราชสีมา วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๐ สร้างด้วยหินอ่อน เพื่อความสวยงาม คงทนถาวร และผสมผสานวัสดุสมัยใหม่ อุโบสถมีรูปทรงแอ่น โค้งคล้ายเรือสำเภา หลังคาพระอุโบสถมีการลดชั้นเป็นจังหวะลดหลั่นกันลงไป ๓ ตับ ใช้ธรรมจักรตกแต่งบริเวณซุ้มหน้าต่างรอบอุโบสถ

(๒) พระประธานในอุโบสถ พระพุทธรูปปางปฐมเทศนาห้อยพระบาท สูง ๓๖๙ ม. เนื่องจากเป็นโรงเรียนสอนพระพุทธศาสนาจึงเน้นการแสดงและการสอนธรรมะได้จำลองแบบมาจากพระพุทธรูปในถ้ำชันตา ประเทศอินเดีย (๓) เสมา เป็นเสมาหินปูนรูปทรงธรรมชาติ

(๔) กำแพงแก้ว ก่ออิฐถือปูน เสากลม ทรงไทยแบบเสาตะลุงล่ามช้าง ยอดเสาลูกแก้วเม็ดทรงมัณฑ์

(๕) กุฏิวายุภักษ์ อาคารทรงไทย ๒ ชั้น ชั้นบนเป็นสำนักงานเจ้าอาวาส ชั้นล่างเป็นถ้ำหินงอกหินย้อยจำลอง ก่อด้วยอิฐถือปูน มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เป็นนกนกวายุภักษ์ ซึ่งเป็นนกประจำทิศพายัพ

(๖) ถ้ำหินงอกหินย้อย สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓-๒๕๓๖ โดยพระราชวิมลโมลี ได้ออกแบบเขียนแปลน และควบคุมการก่อสร้าง โดยคัดสรรหินจากบ้านเขาวง จังหวัดสระบุรี มาจำลองธรรมชาติเสมือนจริง มีความสวยงามและสีสันวิจิตร การตกแต่งภายในถ้ำเน้นที่ความถูกต้องของการเกิดหิน ชนิดหิน การก่อตัวและโครงสร้างตามหลักธรณีวิทยา ภายในถ้ำประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณศักดิ์ของเมืองนครราชสีมา อายุกว่า ๓๐๐ ปี เช่น พระพุทธรูปอุลลุกมณี มีลักษณะเป็นพระพุทธรูปอินเดีย สมัยคุปตะ พระพุทธรูปสมัย ทวาราวดี ลพบุรี อยุธยา อีกหลายองค์  

(๗) วงล้อธรรมจักร วัสดุหินทรายขาวแกะสลัก ศิลปะเขมร ตั้งบนแท่นกวางหมอบ เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๔๗.๕ ซม. สูง ๒๓๐.๕ ซม. เป็นใบเสมาหินแกะสลักเขตสีมาอุโบสถเก่าศิลปะแบบลังกา เนื่องจากกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงได้ศึกษาพระพุทธศาสนาจากประเทศศรีลังกา ใบเสมานำไปปักเขตพุทธาวาส

(๘) พระบรมราชานุเสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก่อด้วยอิฐถือปูน จัดสร้างเพื่อประกาศพระเกียรติคุณของพระองค์ว่าชาวนครราชสีมาได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ      

(๙) อนุสาวรีย์พระศรีวราภรณ์ (พิศวง พุทฺธสโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดพายัพและอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ผู้เริ่มบุกเบิกการพัฒนาวัดพายัพ เป็นรูปเสมือนจริงขนาดเท่าองค์จริง

(๑๐) หอพระธรรมจักร อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงไทยประยุกต์ รูประฆังยอดโดมติดวงล้อธรรมจักร เพื่อประกาศว่าวัดพายัพเป็นศูนย์ประกาศพระธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร

การศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม-แผนกบาลี เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑

มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ

(๑)  พระครูปลัดหร่าย อินฺทโชโต  พ.ศ. ๒๔๖๙ – ๒๕๐๗

(๒)  พระราชวิมลโมลี (ดำรง ทิฏฐธมฺโม) พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๕๙

(๓) พระมหาพงษ์เชฏฐ์ ธีรวฺโส รักษาการเจ้าอาวาส พ.ศ.๒๕๕๙-ปัจจุบัน

 

ที่มา: หนังสือประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๑๗

ข้อมูล: ปณิตา ฝากเซียงซา /วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙

 

 

วัดสะแก (พระอารามหลวง)

วัดสะแก (พระอารามหลวง)

       วัดสะแก (พระอารามหลวง)  ตั้งอยู่เลขที่ ๒๒  ถนนสุรนารี  ตำบลในเมือง  อำเภอเมืองนครราชสีมา  จังหวัดนครราชสีมา  สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย  เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ  ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่  ๑๗  ไร่  ๒  งาน  ๑๓  ตารางวา  อาณาเขต  ทิศเหนือจดที่ส่วนบุคคล  ทิศใต้จดถนน สุรนารี  ทิศตะวันออกจดถนนรอบเมืองชั้นนอก  ทิศตะวันตกจดที่ส่วนบุคคล  ตามประวัติเป็นวัดที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา หรือประมาณปี พ.ศ. ๒๒๓๐  ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับผู้ก่อตั้ง  เข้าใจว่าประชาชนร่วมใจกันสร้าง  เป็นวัดที่ได้รับการพัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองมากวัดหนึ่ง  ตั้งอยู่นอกกำแพงเมือง  มีถนนราชดำเนินและถนนสุรนารีเป็นทางคมนาคม  ซึ่งแต่เดิมบริเวณเป็นที่ราบสูง  มีป่าไม้นานาชนิด  โดยเฉพาะต้นสะแกมีจำนวนมาก  ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา  เมื่อวันที่  ๙  ตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๒๔  เขตวิสุงคามสีมา  กว้าง  ๔๐  เมตร  ยาว  ๘๐  เมตร  ได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงเมื่อ วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๙

ปี พ.ศ. ๒๕๑๙  พระเจดีย์องค์ใหญ่ของวัดได้แตก  ทำให้ มีพระที่บรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์ไหลทะลักออกมาอย่างมากมาย ส่วนมากจะเป็นพระที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีด้วยกันหลายพิมพ์ เช่นพระกรุวัดสะแก พิมพ์อู่ทอง พิมพ์วัดตะไกร พิมพ์นารายณ์ทรงปืน พิมพ์พระร่วงนั่ง พิมพ์ขุนแผนซุ้มเหลือบ พิมพ์นาคปรก และพระแผงต่างๆ อีกมากมาย แทบทุกองค์มักจะปิดทองมาจากในกรุ
พระกรุวัดสะแกเป็นที่ปรากฏและยอมรับทางด้านแคล้วคลาดและคงกระพันชาตรี

เสนาสนะภายในวัดสะแก

อาคารเสนาสนะ พระอุโบสถ กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก จตุรมุขมียอดปราสาท ๗ ชั้น มีกำแพงแก้วโดยรอบ ด้านหน้าพระอุโบสถ มีศาลาราย ๒ หลัง ด้านทิศเหนือ เเละด้านทิศตะวันตก มีวิหารคต ศาลาการปรียญ ๑ หลัง เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๓ ชั้น กฏิสงฆ์ จำนวน ๒ หลัง เป็นอาคารคอนรีตเสริมเหล็ก เเละยังมีวิหาร หอระฆัง หอฉัน ศาลาบำเพ็ญกุศล เมรุ และพระประธานในพระอุโบสถ ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชได้ประทานพระนามว่า “พระพุทธรัตนโกสินทร์ชินราช” เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ

เจ้าอาวาสที่ปกครองวัดสะแก ที่พอจะทราบชื่อได้ คือ

๑. พระอธิการคง

๒. พระอธิการไม้ องฺคปญฺโญ

๓. พระสิริธรรมโสภณ (จันทร์ สิริจนฺโท)  พ.ศ. ๒๕๐๓ – ๒๕๔๒

๔. พระครูปริยัติธรรมโชติ (จรัส จนฺทโชติ)  พ.ศ. ๒๕๔๒ – ๒๕๔๔

๕. พระโสภณปริยัติวิธาน (สนั่น รตนโชโต) พ.ศ. ๒๕๔๔ – ปัจจุบัน

การศึกษา  มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี  เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕  และศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด  เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒  นอกจากนี้มีโรงเรียนอนุบาลการกุศล  เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘  ปัจจุบันวัดสะแก  เป็นทั้งสำนักศาสนศึกษาของสำนักเรียนคณะจังหวัดนครราชสีมา และเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมประจำจังหวัดนครราชสีมา แห่งที ๒

 

ที่มา: หนังสือประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๑๗

ข้อมูล: ปณิตา ฝากเซียงซา /วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙

 

บทความ อื่นๆ ...